รายละเอียด:
เข็มกลัดสมเด็จพระพุฒาจารย์โต (ประทับนั่ง)
ทำจากโลหะผสม ตัวเรือนชุบด้วยทอง ประดับด้วยคริสตัลหลายขนาด (ขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มม. ขนาดกลาง 2 มม. ขนาดเล็ก 1 มม.) ส่องแสงประกายแวววับ
ด้านหน้าแกะสลักได้อย่างประณีตงดงาม อ่อนช้อยด้วยลายเส้นแบบไทยๆ ด้านหลังตัวเรือนมี 2 ข้อห่วง คือ ข้อห่วงสำหรับใช้คล้องสายสร้อย และข้อห่วง (เก็บปลายเข็ม) สำหรับใช้กลัดเสื้อผ้า
สามารถใช้เป็นเครื่องประดับ หรือใช้เป็นวัตถุมงคลสำหรับบูชา หรือเป็นของที่ระลึก หรือเป็นของสะสม เพราะมีความหมายที่เป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ได้ครอบครอง ช่วยเสริมด้านอิทธิฤทธิ์ ด้านลาภผลและมงคลทั้งปวง ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ
จัดแต่งในกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีดำฝากล่องเป็นกระจก ภายในบุด้วยกำมะหยี่สีแดง (กล่องขนาด กว้าง 8 ซม. X ยาว 8 ซม. X สูง 3 ซม.) ผูกโบว์สีทองสวยงาม พร้อมบทสวดบูชา เหมาะสำหรับเป็นขอขวัญ ของที่ระลึกผู้ใหญ่ วิทยากร และชาวต่างชาติ
วิธีการเก็บรักษา
เพื่อ ให้ตัวเรือนสีทองอยู่คงนาน ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม และเหงื่อไคล หากหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากเลิกใช้งานแล้ว ควรรีบชำระล้างด้วยน้ำเปล่าและเช็ดให้แห้งก่อนเก็บลงในกล่อง หรือถุงซิป จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานถึง 2 ปี
ประวัติสมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) *
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัดธนบุรี นามเดิมว่า "โต" เนื่องจากในวัยเด็กท่านมีร่างกายบอบบาง ไม่แข็งแรง จึงตั้งชื่อว่า “โต” เพื่อเป็นศิริมงคล เมื่ออุปสมบทในพระพุทธศาสนา ได้นามฉายาว่า “พรหมรังสี” วงศ์สกุลของสมเด็จพระพุฒาจารย์โตนั้น เชื่อกันว่าเป็นพระราชโอรสในพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒(แต่เกิดนอกราชฐาน) และได้รับการนับถือจากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพาร ตลอดจนชั้นสามัญชนทั่วไป มารดาชื่อเกสร (ธิดานายชัย) เดิมเป็นชาวบ้านตำบลท่าอิฐ อำเภอท่าโพธิ์ ต่อมาในสมัยหนึ่งการทำนาไม่ได้ผลเพระฝนแล้งมาหลายปี จึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ ณ บ้านไก่จัน (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเยาว์วัยท่านได้รับการศึกษาอักขระสมัยในสำนักเจ้าคุณอรัญญิก (นามเดิมของท่านเข้าใจว่าชื่อแก้ว) ครั้นอายุ ๑๒ ปี ในปีวอก พ.ศ. ๒๓๔๓ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอินทรวิหาร เจ้าคุณบวรวิริยเถระ (อยู่) เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม (เวลานั้นเรียกว่าวัดบางลำพูบน) จังหวัดพระนคร เป็นอุปัชฌาย์ ต่อมาท่านได้ย้ายสำนักมาอยู่วัดระฆังฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อไป
การศึกษาพระบาลีปริยัติธรรม สมเด็จพระพุฒาจารย์โตได้เล่าเรียนในสำนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) เปรียญเอก วัดระฆังเป็นพื้น และได้เล่าเรียนต่อสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุ เล่ากันว่าเมื่อสมัยเป็นนักเรียนท่านมักได้รับคำชมเชยจากครูบาอาจารย์เสมอว่ามีความทรงจำดี ทั้งมีปฏิภาณอันยอดเยี่ยม
การศึกษาพระกรรมฐาน ท่านศึกษาจากพระอาจารย์พระอรัญญิก(แก้ว) และพระบวรวิริยเถระ(อยู่) วัดสังเวชวิศยาราม ตั้งแต่เป็นสามเณร จากนั้นทรงเรียนวิชากรรมฐานและพุทธาคมจากสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) สมัยที่ดำรงพระสมณศักดิ์ที่พระณาณสังวร ครองวัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ทรงเล่าเรียนพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมือครั้งทรงผนวชอยู่ ทรงเรียนอักขระเลขยันต์ การทำผงวิเศษ ๕ ประการจากพระสังฆราช ดังนั้นพระสมเด็จของท่านจึงคล้ายกับสมเด็จอรหังของพระสังฆราช(สุก)มาก โดยสมเด็จอรหังสร้างก่อนสมเด็จวัดระฆัง ๔๔-๔๖ ปี (สมเด็จอรหังสร้างประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๓ - ๒๓๖๕ สมเด็จโตสร้างประมาณ พ.ศ. ๒๔๐๙) การสร้างพระให้ศักดิ์สิทธิ์นั้น ต้องอาศัยการลงอักขระเลขยันต์ การเรียกสูตรจากวิชามยฤทธิ์ และการนั่งปรกจากวิชาสมาธิวิปผาราฤทธิ์ ท่านสร้างเต้าปูนนำไปแจกพระในวัดตั้งแต่เป็นเณร มีพระภิกษุนำไปปั้นเป็นลูกกลมๆ มีคนนำไปใช้กลายเป็นลูกอมศักดิ์สิทธิ์ไป จากนั้นทรงศึกษาต่อกับพระอาจารย์แสง วัดมณีชลขันธ์ ลพบุรี
ด้านสมณศักดิ์ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงดำริจะพระราชทานแต่งตั้ง สมเด็จโตเป็นพระราชาคณะ แต่ขรัวโตก็ถวายพระพรขอตัวเสีย บางครั้งก็หนีไปอยู่ถึงกัมพูชาเลยก็มี แต่ก็ไม่สามารถหนีได้ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เพราะทรงนับถือเกรงใจและสนิทสนมกันมาก ในปี พ.ศ. ๒๓๙๕ จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นที่พระธรรมกิตติ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆัง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๗ ทรงแต่งตั้งให้เป็นที่พระเทพกวี ครั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์สน วัดสะเกศ มรณภาพ จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๔๐๗ เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ องค์ที่ ๕ ของกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านทั่วๆไปมักเรียกกันว่า “สมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆัง” เรียกไปเรียกมา เหลือเพียง “สมเด็จโต” ในที่สุด ขณะที่โปรดเกล้าฯ เป็นสมเด็จนั้น มีอายุได้ ๗๘ ปี อายุ พรรษาได้ ๕๖ พรรษา
สมเด็จพระพุฒาจารย์โตสิ้นชีพิตักษัย ณ หอสวดมนต์วัดระฆังโฆสิตาราม จังหวัดธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ คำนวณอายุได้ ๘๕ ปี ครองพรรษาได้ ๖๕ พรรษา
บทสวดบูชา
คาถาชินบัญชร (สำนักธรรมพรหมรังสี)
เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงและตั้งคำอธิษฐานว่า
ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวามารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เยปิวิงสุ นะราสะภา
ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสะรา
สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโรจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะ คุณากะโร
หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะมะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก
เกเสนเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุรีโยวะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภีโต มุนิปุงคะโว
กุมาระ กัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โสมัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร
ปุณโณ อังคุลิมา โลจะ อุปาลีนันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเมชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ
เสสา สีติ มะเถรา ชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะ วันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมา ละกัง
ขันธะโมระ ปะริตตัญจะ อาฏา นาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
ชินา นานา พะละ สังยุตตา สัตตะ ปาการะลังกะตา
วาตะ ปิตตา ทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุ ปัททะวา
อาเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะ ชินะเตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะ ปัญชะเร
ชินะปัญชะระ มัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะหีตะเล
สะทาปาเลนตุ หัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา
อิจเจวะ มันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินา นุภาเวนะ ชิตุ ปัททะโว
ธัมมา นุภาเวนะ ชิตา ริสังโค
สังฆา นุภาเวนะ ชิตัน ตะราโย จะรามิ
สัทธัมมา นุภาวะ ปาลิโต ติ ชินะ ปัญชะระ ปะริตตังฯ
(พระคาถาชินบัญชร เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา สมเด็จพระพุฒาจารย์โตทรงค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ)
หมายเหตุ * ประวัติความเป็นมา ในที่นี้ได้รวบรวมมาจากหลายแห่ง (ซึ่งให้ข้อมูลตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง) เพื่อย่อความและปรับแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะสมเนื่องจากเนื้อที่มีจำกัด หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย